ทุกปี เราต้องเผชิญกับ PM 2.5 ฝุ่นพิษที่มองไม่เห็นแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนที่ทำงานกลางแจ้งต้องแบกรับความเสี่ยง จากอากาศที่พวกเขาไม่ได้เลือกหายใจ
แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ ประเทศอื่นสามารถลดมลพิษทางอากาศได้สำเร็จ แล้วทำไมประเทศไทยยังคงติดอยู่ในวังวนของฝุ่นและควัน?
คำตอบอยู่ที่ “กฎหมายอากาศสะอาด” ซึ่งกำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภา นี่ไม่ใช่แค่กฎหมายฉบับหนึ่ง แต่มันคือ โอกาสสำคัญที่จะแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ผ่านการกระจายอำนาจ การกำหนดบทลงโทษที่เป็นธรรม และมาตรการที่เอื้อต่อประชาชนทุกภาคส่วน
การพูดคุยกับ ส.ส. ตี๋ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เปิดเผยประเด็นสำคัญ 12 ข้อ ที่จะกำหนดอนาคตของคุณภาพอากาศในประเทศไทย
ถ้าคุณคิดว่า “ปัญหาฝุ่นเป็นเรื่องที่ต้องทน” หรือ “เราแก้ไขอะไรไม่ได้” ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนความคิด เพราะอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่มันคือสิทธิที่เราต้องเรียกร้องให้เกิดขึ้นจริง!
ประเด็นที่ 1. การร่างกฎหมายอากาศสะอาด: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่ออากาศที่ดีขึ้น
“อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน” แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับปัญหา PM 2.5 และมลพิษอื่น ๆ โดยไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายที่เข้มแข็งพอจะปกป้องสุขภาพของพวกเขา
“อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน” แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับปัญหา PM 2.5 และมลพิษอื่น ๆ โดยไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายที่เข้มแข็งพอจะปกป้องสุขภาพของพวกเขา
การรวมร่างกฎหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ในช่วงที่ผ่านมา มีการเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดทั้งหมด 7 ฉบับ จากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่
✔️ พรรคการเมือง ที่ต้องการผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
✔️ ภาคประชาชน ที่สะท้อนความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
✔️ คณะรัฐมนตรี ที่เสนอร่างกฎหมายตามแนวทางของรัฐบาล
หลังจากการพิจารณา มีการตัดสินใจรวมร่างทั้งหมดเป็น “ร่างที่ 8” ซึ่งเป็นการปรับปรุงและรวบรวมจุดแข็งของร่างกฎหมายแต่ละฉบับเข้าด้วยกัน เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีความครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหามลพิษทางอากาศได้มากที่สุด
ความท้าทายในการจัดทำร่างกฎหมาย
เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ที่ต้องร่างขึ้นจากศูนย์ กระบวนการนี้จึงใช้เวลานาน เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาของกฎหมายมีความครบถ้วนและสามารถบังคับใช้ได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องผ่านการกลั่นกรองจากหลายฝ่าย รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม นักกฎหมาย และตัวแทนประชาชน เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่เป็นเพียง “ข้อเสนอที่ดี” แต่สามารถทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
สถานะของร่างกฎหมายและคาดการณ์การบังคับใช้
📌 คาดว่าร่างกฎหมายอากาศสะอาดจะเข้าสู่สภาในช่วงปลายมีนาคมหรือต้นเมษายน 2567
📌 หากผ่านการพิจารณาโดยไม่มีอุปสรรค กฎหมายอาจมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2569
แม้ว่ากระบวนการอาจใช้เวลาหลายปี แต่หากสำเร็จ กฎหมายฉบับนี้จะเป็น เครื่องมือสำคัญในการควบคุมมลพิษทางอากาศ และปกป้องสุขภาพของประชาชนไทยอย่างแท้จริง
ประเด็นที่ 2. สิทธิของประชาชนและกลไกในการบังคับใช้: อากาศสะอาดต้องไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา
“ทุกคนมีสิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” แต่ปัจจุบัน ประชาชนไทยยังต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศโดยไม่มีหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจน กฎหมายอากาศสะอาดฉบับใหม่จึงถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนสิ่งนี้ โดยเน้นให้รัฐต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ และประชาชนต้องมีช่องทางทางกฎหมายในการปกป้องสิทธิของตนเอง
สิทธิของประชาชน: อากาศสะอาดไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้องเรียกร้อง แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
📌 สิทธิในการหายใจอากาศสะอาด
ร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิหายใจอากาศที่ปลอดภัยจากมลพิษ โดยรัฐต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและลดมลพิษ ไม่ใช่รอให้ปัญหารุนแรงก่อนแล้วค่อยแก้ไข
📌 สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลฟรี
กลุ่มเปราะบาง ซึ่งรวมถึง
- ผู้สูงอายุ
- เด็ก
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เผชิญกับมลพิษสูง เช่น คนงานกลางแจ้ง คนขับรถรับจ้าง หรือชาวไร่ชาวนา
กลุ่มเหล่านี้ มีความเสี่ยงสูงต่อโรคทางเดินหายใจและผลกระทบจากมลพิษ รัฐจึงต้องจัดให้มี การรักษาพยาบาลฟรี โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
📌 ช่องทางทางกฎหมายในการเรียกร้องความเสียหายจากผู้ก่อมลพิษ
หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดของกฎหมายนี้คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษได้ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ เช่น
✅ โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซพิษ
✅ บริษัทที่เผาไร่อ้อยและทำให้เกิดหมอกควัน
✅ หน่วยงานที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพอากาศ
การมี กลไกทางกฎหมาย ที่ชัดเจนจะช่วยทำให้ประชาชนสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้ และเป็นการกดดันให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
หน้าที่ของรัฐ: ต้องทำอะไรเพื่อให้อากาศสะอาดเป็นจริง?
เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้จริง รัฐจะต้อง
✔️ กำหนด มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดและชัดเจน
✔️ สร้าง กลไกติดตามและรายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์
✔️ กำหนด บทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับหน่วยงานและบริษัทที่ละเมิดข้อกำหนดด้านมลพิษ
✔️ จัดตั้ง กองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ
ประเด็นที่ 3. การกระจายอำนาจ: แก้ปัญหาฝุ่นต้องให้ท้องถิ่นนำการเปลี่ยนแปลง
“ฝุ่นในเชียงใหม่ไม่เหมือนฝุ่นในกรุงเทพฯ” ปัญหามลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่มีลักษณะแตกต่างกัน บางจังหวัดเผชิญกับไฟป่า บางจังหวัดมีปัญหาการเผาในภาคเกษตร ขณะที่ในเมืองใหญ่ มลพิษส่วนใหญ่มาจากการจราจรและโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น วิธีแก้ไขปัญหาจึงไม่ควรเหมือนกันทุกพื้นที่
ร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้ เสนอให้กระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น โดยให้แต่ละจังหวัดมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง
ทำไมการกระจายอำนาจจึงสำคัญ?
📌 มลพิษในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน
- เชียงใหม่-ภาคเหนือ → ฝุ่นจากไฟป่าและการเผาทางเกษตร
- กรุงเทพฯ-ปริมณฑล → ฝุ่นจากรถยนต์ การก่อสร้าง และโรงงาน
- ภาคกลาง → ฝุ่นจากการเผาไร่อ้อยและพืชผลทางการเกษตร
- ภาคตะวันออก-อุตสาหกรรม → ฝุ่นจากโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่มีวิธีแก้ไขแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกจังหวัด ดังนั้น การให้ท้องถิ่นเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาจะช่วยให้สามารถออกมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น
เปลี่ยนผู้ว่าฯ เป็น อบจ.: ใครควรเป็นผู้นำในการจัดการมลพิษ?
ร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอให้ นายก อบจ. เป็นประธานคณะกรรมการแก้ปัญหามลพิษของจังหวัด แทนที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งสั้น และมักถูกโยกย้ายก่อนที่จะสามารถจัดการปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง
📌 ข้อดีของการให้ อบจ. เป็นผู้นำในการจัดการมลพิษ
✔️ อยู่ในตำแหน่ง 4 ปี → สามารถบริหารและวางแผนแก้ปัญหาระยะยาวได้
✔️ มาจากการเลือกตั้ง → มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง
✔️ เข้าใจปัญหาในพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด → สามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับแต่ละจังหวัด
✔️ เข้าถึงงบประมาณของท้องถิ่น → มีงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นได้โดยไม่ต้องรอการจัดสรรจากส่วนกลาง
อุปสรรคในการกระจายอำนาจ: ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่เห็นด้วย
แม้ว่าการกระจายอำนาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับปัญหามลพิษในระดับจังหวัด แต่ ยังมีบางพรรคการเมืองและหน่วยงานภาครัฐที่ยังสงวนท่าทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยกังวลว่า
- การให้ อบจ. มีอำนาจมากขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการบริหารและการตรวจสอบ
- อาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภา
📌 อย่างไรก็ตาม ระบบใหม่นี้จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการที่ ผู้ว่าฯ ถูกโยกย้ายบ่อย ทำให้มาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นขาดความต่อเนื่อง
ประเด็นที่ 4. มาตรฐานข้อมูลและฐานข้อมูลมลพิษ: ข้อมูลที่แม่นยำคือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น
การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการชั่วคราว หรือการคาดเดาได้ ข้อมูลที่แม่นยำและครอบคลุมจึงเป็นหัวใจสำคัญ ในการวางแผนรับมือกับมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศแบบ AQI (Air Quality Index) ซึ่งแบ่งระดับคุณภาพอากาศออกเป็น 5 ระดับ โดยอ้างอิงจากปริมาณฝุ่นละอองและสารมลพิษในอากาศ
📌 แต่ปัญหาสำคัญคือ AQI ไม่ได้สะท้อนผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างชัดเจนเพียงพอ
การเพิ่มมาตรฐานใหม่: AQSI-H (Air Quality & Health Impact Index)
เพื่อให้ข้อมูลมลพิษ สามารถนำไปใช้ในมาตรการด้านสาธารณสุขได้ดีขึ้น มีการเสนอให้เพิ่ม AQSI-H (Air Quality & Health Impact Index) ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศที่รวม ผลกระทบด้านสุขภาพ เข้าไปด้วย
📌 AQSI-H จะทำให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ชัดเจนขึ้น
✅ ไม่ใช่แค่ “อากาศดี” หรือ “อากาศแย่” แต่บอกว่า ใครได้รับผลกระทบ และควรป้องกันอย่างไร
✅ เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมอนามัยและกรมควบคุมโรค ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถเตรียมรับมือกับผลกระทบด้านสุขภาพได้อย่างทันท่วงที
✅ เป็น มาตรฐานใหม่ที่เพิ่มความแม่นยำและการนำไปใช้จริง ของข้อมูลมลพิษ
ตัวอย่างเช่น
🚦 AQI สีส้ม (เริ่มมีผลกระทบ) → AQSI-H ระบุว่ากลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังคือเด็กและผู้ป่วยโรคหอบหืด
🚦 AQI สีแดง (อากาศแย่) → AQSI-H แสดงระดับความเสี่ยงและมาตรการป้องกันที่แนะนำ เช่น หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งหรือสวมหน้ากากป้องกัน
ฐานข้อมูลมลพิษ: รัฐต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศไทยคือ ข้อมูลคุณภาพอากาศมักกระจัดกระจาย และไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
ร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้จึงเสนอให้ รัฐต้องจัดทำฐานข้อมูลมลพิษอย่างเป็นระบบและเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก
📌 ฐานข้อมูลนี้ควรมีอะไรบ้าง?
✔️ ข้อมูล AQSI-H แบบเรียลไทม์ แสดงสถานะคุณภาพอากาศของแต่ละพื้นที่
✔️ ประวัติคุณภาพอากาศย้อนหลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการใช้ชีวิตได้
✔️ ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น พื้นที่เผาไหม้ จุดไฟป่า โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษ
✔️ คำแนะนำด้านสุขภาพ สำหรับประชาชนแต่ละกลุ่มเสี่ยง
📌 ใครบ้างที่ต้องใช้ข้อมูลนี้?
✅ ประชาชนทั่วไป – เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพ
✅ หน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐ – เพื่อออกมาตรการป้องกันและควบคุมมลพิษ
✅ โรงเรียนและสถานพยาบาล – เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันเด็กและผู้ป่วย
✅ นักวิจัยและองค์กรสิ่งแวดล้อม – เพื่อติดตามแนวโน้มมลพิษและวางแผนนโยบาย
ประเด็นที่ 5. มาตรการทางเศรษฐศาสตร์: ใช้ทั้งแรงจูงใจและบทลงโทษเพื่อควบคุมมลพิษ
การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่สามารถอาศัยเพียงมาตรการทางกฎหมายหรือคำขอร้องจากภาครัฐได้ จำเป็นต้องใช้ แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ควบคู่กับบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อให้ทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรม และภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการปล่อยมลพิษ และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
Carrot & Stick: รางวัลสำหรับคนทำดี และบทลงโทษสำหรับผู้ก่อมลพิษ
📌 Carrot (แครอท): ให้แรงจูงใจเพื่อลดมลพิษ
ภายใต้ร่างกฎหมายอากาศสะอาด มีข้อเสนอให้ใช้ มาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของพวกเขา
✅ เงินอุดหนุนให้เกษตรกร ที่ใช้วิธีการทำเกษตรปลอดการเผา เช่น สนับสนุนเครื่องจักรที่ช่วยกำจัดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยไม่ต้องเผา
✅ สิทธิพิเศษด้านภาษี ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยมลพิษ
✅ สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีสะอาด เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระบบลดมลพิษ
✅ โครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Trading) เพื่อให้ธุรกิจสามารถลดการปล่อยมลพิษและได้รับผลตอบแทนจากการลดคาร์บอน
📌 Stick (ไม้เรียว): เพิ่มบทลงโทษต่อผู้ก่อมลพิษ
มาตรการควบคุมฝุ่นต้องไม่ใช่เพียงแค่ขอความร่วมมือ แต่ต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง
❌ การเสียค่าธรรมเนียมมลพิษ ตามปริมาณฝุ่นหรือก๊าซพิษที่ปล่อยออกมา ยิ่งปล่อยเยอะ ยิ่งต้องจ่ายมาก
❌ บทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงขึ้น สำหรับการเผาในที่โล่ง หรือการละเลยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
❌ มาตรการกีดกันทางการค้า (Environmental Tariff) หากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม อาจถูกจำกัดสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
❌ การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐาน
ทำไมต้องใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์?
📌 ถ้าการเผาเป็นวิธีที่ถูกและง่ายที่สุด เกษตรกรก็ยังคงเลือกเผา
📌 ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมไม่ต้องรับผิดชอบต่อมลพิษที่ปล่อยออกมา พวกเขาก็ไม่มีแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง
📌 หากไม่มีบทลงโทษที่แรงพอ บริษัทที่ก่อมลพิษก็สามารถ “จ่ายค่าปรับแล้วทำต่อ” ได้โดยไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่แท้จริง
การใช้ Carrot & Stick จึงเป็นแนวทางที่ทำให้ ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีทางเลือกที่ดีกว่าการเผา และทำให้ ผู้ที่ละเลยมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างจากต่างประเทศ: นโยบายเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ได้จริง
🌍 สิงคโปร์ – ใช้มาตรการปรับภาษีสำหรับอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษ และให้สิทธิพิเศษแก่ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด
🌍 สหภาพยุโรป (EU) – ใช้ระบบ “มลพิษจ่ายตามการปล่อย” (Polluter Pays Principle) ทำให้บริษัทที่ปล่อยมลพิษสูงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมากขึ้น
🌍 สหรัฐอเมริกา – มีโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อให้บริษัทที่ปล่อยมลพิษต่ำสามารถขายเครดิตให้บริษัทที่ปล่อยมลพิษมาก
ประเด็นที่ 6. ปัญหาด้านกฎหมายและข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐ: เมื่ออำนาจแก้ปัญหาฝุ่นอยู่ผิดที่
ปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยไม่ได้มีแค่เรื่องฝุ่น PM 2.5 แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ปัญหาด้านโครงสร้างอำนาจและกฎหมาย ที่ทำให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพต่ำ แม้ว่าฝุ่นจะรุนแรงจนกระทบต่อสุขภาพประชาชน แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่มีอำนาจในการจัดการปัญหาได้ทันท่วงที
ผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจประกาศเขตควบคุมมลพิษ?
📌 ปัจจุบัน การประกาศ “เขตควบคุมมลพิษ” ไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯ
- อำนาจในการประกาศเขตควบคุมมลพิษอยู่ที่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนกลาง
- ส่งผลให้แม้บางจังหวัดจะประสบปัญหามลพิษรุนแรง แต่ผู้ว่าฯ ไม่สามารถประกาศเขตควบคุมมลพิษได้เอง ต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลาง
- ความล่าช้าในการดำเนินการ ทำให้การแก้ปัญหาไม่ทันต่อสถานการณ์
📌 ปัญหานี้ทำให้เกิดอะไรขึ้น?
❌ แต่ละจังหวัดมีปัญหามลพิษแตกต่างกัน แต่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง
❌ การตัดสินใจล่าช้าทำให้มาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบไม่เกิดขึ้นทันเวลา
❌ ผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด กลับไม่มีอำนาจตัดสินใจในการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ของตนเอง
การประกาศเขตภัยพิบัติ: อำนาจที่มี แต่ใช้งานไม่ได้เต็มที่
📌 ในทางกฎหมาย ผู้ว่าฯ มีอำนาจประกาศ “เขตภัยพิบัติ” ได้ แต่มีข้อจำกัด
- หากเกิดมลพิษรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผู้ว่าฯ สามารถใช้ อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภัยพิบัติ เพื่อประกาศภาวะฉุกเฉิน
- อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการนี้ในกรณีมลพิษทางอากาศยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน เนื่องจากกฎหมายภัยพิบัติมักใช้กับภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม หรือไฟไหม้ มากกว่ามลพิษทางอากาศ
📌 ปัญหาหลักของระบบนี้คือวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าฯ
- วาระเฉลี่ยของผู้ว่าฯ ในแต่ละจังหวัดคือ 1 ปี 8 เดือน
- เมื่อเปลี่ยนผู้ว่าฯ บ่อย นโยบายและมาตรการที่ดำเนินอยู่มักขาดความต่อเนื่อง
- ผู้ว่าฯ ใหม่ต้องเริ่มเรียนรู้ปัญหาใหม่ ซึ่งทำให้เสียเวลาและทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ต่อเนื่อง
📌 ผลลัพธ์?
❌ ผู้ว่าฯ มีอำนาจประกาศเขตภัยพิบัติแต่ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
❌ การเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ บ่อยทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นไม่เป็นระบบ
❌ ปัญหาฝุ่นจึงถูกปล่อยให้รุนแรงขึ้นจนถึงระดับวิกฤต ก่อนที่ภาครัฐจะดำเนินการแก้ไข
ข้อเสนอ: กระจายอำนาจให้หน่วยงานที่ทำงานได้ต่อเนื่องกว่า
📌 ร่างกฎหมายอากาศสะอาดเสนอให้มีการ “กระจายอำนาจ” ไปยังหน่วยงานท้องถิ่น
- ให้ อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) เป็นผู้มีอำนาจหลักในการจัดการปัญหามลพิษ
- อบจ. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ทำให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง
- กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมมลพิษประจำจังหวัด ที่สามารถออกมาตรการและใช้อำนาจได้เองโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง
📌 ทำไมต้องให้ อบจ. เป็นผู้นำ?
✅ มีวาระการดำรงตำแหน่งนานกว่า → ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
✅ ใกล้ชิดกับปัญหามากกว่าส่วนกลาง → สามารถตัดสินใจและออกมาตรการได้เร็ว
✅ สามารถใช้งบประมาณของท้องถิ่นได้ทันที → ไม่ต้องรอจัดสรรงบจากรัฐบาลกลาง
ตัวอย่างการกระจายอำนาจที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ
🌍 อังกฤษ – มอบอำนาจให้หน่วยงานท้องถิ่นประกาศเขตควบคุมมลพิษได้เองโดยไม่ต้องรอรัฐบาล
🌍 สหรัฐอเมริกา – แต่ละรัฐมีอำนาจกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษของตัวเองภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมกลาง
🌍 เยอรมนี – เมืองใหญ่สามารถออกมาตรการจำกัดการใช้รถยนต์ดีเซลและกำหนดเขตปลอดมลพิษได้
ประเด็น 7. ความสำคัญของงบประมาณท้องถิ่น: เงินมี แต่ทำไมยังแก้ปัญหาฝุ่นไม่ได้?
ปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยมักถูกมองว่า เป็นเรื่องที่ต้องให้รัฐบาลกลางเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริง งบประมาณจำนวนมหาศาลอยู่ในมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งหากนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจช่วยให้การแก้ปัญหาฝุ่นเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น
งบประมาณของ อบจ. มีมากกว่าพันล้านบาทต่อปี แต่ยังใช้แก้ฝุ่นไม่ได้เต็มที่
📌 งบประมาณของ อบจ.
- แต่ละจังหวัดมีงบประมาณมากกว่าหนึ่งพันล้านบาทต่อปี
- งบประมาณนี้สามารถนำไปใช้ในโครงการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่
- แต่ปัจจุบัน ข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบการใช้งบประมาณ ทำให้การนำเงินเหล่านี้ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทำได้อย่างจำกัด
📌 ถ้า อบจ. ใช้งบประมาณได้อิสระขึ้น จะช่วยอะไรได้บ้าง?
✅ ซื้ออุปกรณ์ป้องกันมลพิษให้ประชาชน เช่น หน้ากาก N95, เครื่องฟอกอากาศในโรงเรียนและสถานที่สาธารณะ
✅ สร้างและบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียว เพื่อช่วยดูดซับมลพิษในเขตเมือง
✅ สนับสนุนเกษตรกรให้ลดการเผา เช่น การให้เงินช่วยเหลือในการซื้อเครื่องจักรเพื่อกำจัดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
✅ ติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัด เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้น
✅ สนับสนุนมาตรการรณรงค์และให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษทางอากาศ
การบริหารโดย อบจ. ที่มาจากการเลือกตั้ง: ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่มากขึ้น
📌 ทำไมต้องให้ อบจ. เป็นผู้นำในการจัดสรรงบประมาณแก้ไขปัญหาฝุ่น?
✔️ อบจ. มาจากการเลือกตั้ง → มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง
✔️ อบจ. เข้าใจปัญหาในพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด → สามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัด
✔️ อบจ. มีงบประมาณที่พร้อมใช้ → ไม่ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลกลาง
📌 ปัจจุบัน งบประมาณของท้องถิ่นมักถูกใช้ไปกับโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับมลพิษ เช่น การสร้างถนน สร้างสวนสาธารณะ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ การไม่สามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับปัญหามลพิษได้ชัดเจน ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นยังคงล่าช้า
📌 ถ้ากฎหมายใหม่เปิดโอกาสให้ อบจ. ใช้งบประมาณจัดการปัญหาฝุ่น จะเกิดอะไรขึ้น?
✅ แก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่า → ไม่ต้องรอรัฐบาลกลาง
✅ ใช้เงินอย่างคุ้มค่ามากขึ้น → จัดสรรให้ตรงกับปัญหาของแต่ละจังหวัด
✅ ประชาชนได้รับผลประโยชน์โดยตรง → ไม่ต้องรอให้ฝุ่นวิกฤตถึงจะมีมาตรการออกมา
ตัวอย่างการใช้งบประมาณท้องถิ่นแก้ปัญหามลพิษในต่างประเทศ
🌍 ญี่ปุ่น – เมืองใหญ่มีงบประมาณของตัวเองสำหรับการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในโรงเรียน และสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด
🌍 เยอรมนี – ท้องถิ่นมีอำนาจใช้เงินเพื่อส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน ลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัว
🌍 ฝรั่งเศส – รัฐบาลท้องถิ่นมีงบสนับสนุนโครงการ “เมืองสีเขียว” เพื่อลดมลพิษในเมืองใหญ่
8. บทลงโทษทางกฎหมายต่อผู้ก่อมลพิษ: ต้องเข้มงวดกว่านี้เพื่อหยุดปัญหาฝุ่น!
การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการจูงใจหรือขอความร่วมมือได้ หากไม่มีบทลงโทษที่รุนแรงและสามารถบังคับใช้ได้จริง ผู้ที่ก่อมลพิษก็จะยังคงละเลยและปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่เกรงกลัวผลกระทบ
กฎหมายปัจจุบันอ่อนแอเกินไป?
📌 ปัจจุบันประเทศไทยใช้ พ.ร.บ. สาธารณสุข ในการควบคุมการปล่อยมลพิษ แต่ปัญหาคือ
❌ บทลงโทษต่ำมาก – ค่าปรับมักเป็นเพียงหลักพันถึงหลักหมื่น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะกดดันให้ผู้ก่อมลพิษเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
❌ การบังคับใช้ไม่จริงจัง – หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่มีอำนาจพอในการดำเนินคดี ทำให้ผู้ก่อมลพิษสามารถหลบเลี่ยงบทลงโทษได้
❌ ขาดมาตรฐานที่ชัดเจน – หลายกรณีผู้ก่อมลพิษสามารถหาช่องโหว่ในกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
ข้อเสนอเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้เหมาะสมกับปัญหามลพิษ
📌 1. เพิ่มค่าปรับตามระดับความเสียหาย
✅ ปรับตามปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมา ยิ่งก่อมลพิษมาก ยิ่งต้องจ่ายมาก
✅ ปรับขั้นต่ำในระดับ หลักแสนถึงหลักล้านบาท เพื่อให้เป็นภาระต่อผู้ก่อมลพิษ
✅ กำหนดให้เงินค่าปรับถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
📌 2. บทลงโทษทางอาญาสำหรับกรณีร้ายแรง
✅ สำหรับผู้ที่ก่อมลพิษจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพประชาชน ควรมีโทษจำคุก
✅ กำหนดให้การจงใจปล่อยสารพิษเข้าสู่สิ่งแวดล้อมเป็น ความผิดอาญา
📌 3. เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของผู้ก่อมลพิษซ้ำซาก
✅ หากโรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจใดถูกตรวจพบว่าปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานซ้ำๆ รัฐควรมีสิทธิ์ สั่งปิดกิจการ
✅ ใช้มาตรการ “สามครั้งแล้วปิด” (Three Strikes Policy) – หากฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับมลพิษเกิน 3 ครั้ง ให้เพิกถอนใบอนุญาตทันที
📌 4. ใช้มาตรการ “Polluter Pays” – ผู้ก่อมลพิษต้องจ่ายค่าเสียหาย
✅ หากมีประชาชนได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษ รัฐสามารถบังคับให้ผู้ก่อมลพิษจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ได้รับผลกระทบ
✅ กำหนดให้เงินค่าปรับถูกนำไปใช้ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
ทำไมต้องเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น?
📌 ค่าปรับที่ต่ำ = ไม่มีแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง
หากการเผาป่าหรือปล่อยควันพิษจากโรงงานทำให้ธุรกิจมีกำไรมากกว่าค่าปรับ คนก็จะเลือกจ่ายค่าปรับแล้วทำผิดซ้ำ
📌 การปล่อยมลพิษส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่คิด
- ฝุ่น PM 2.5 ทำให้ประชาชนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง
- มลพิษจากโรงงานสามารถทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน และดินเสื่อมสภาพ
📌 หากไม่มีบทลงโทษที่แรงพอ การแก้ปัญหามลพิษจะล้มเหลว
- ประเทศไทยต้องมีมาตรการลงโทษที่แรงพอ ให้ผู้ก่อมลพิษรู้สึกว่าการทำผิดไม่คุ้มกับผลเสียที่ตามมา
ตัวอย่างมาตรการบทลงโทษที่ใช้ได้จริงในต่างประเทศ
🌍 สหรัฐอเมริกา – มีการกำหนดค่าปรับสูงสุดถึง 50 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,800 ล้านบาท) สำหรับบริษัทที่ปล่อยมลพิษร้ายแรง
🌍 เยอรมนี – ใช้ระบบ “มลพิษจ่ายแพง” (Polluter Pays) บังคับให้ผู้ที่ก่อมลพิษต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
🌍 สิงคโปร์ – มีบทลงโทษสูงมากสำหรับบริษัทที่ปล่อยมลพิษ หากไม่แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด อาจถูกสั่งปิดกิจการ
ประเด็นที่ 9. ความเป็นไปได้ในการบังคับใช้กฎหมาย: เส้นทางของกฎหมายอากาศสะอาดจะไปถึงจุดหมายหรือไม่?
การผลักดัน กฎหมายอากาศสะอาด ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทย แต่คำถามสำคัญคือ “มันจะผ่านสภาและบังคับใช้ได้จริงหรือไม่?”
สถานะของร่างกฎหมายและกรอบเวลาในการบังคับใช้
📌 คาดการณ์เส้นทางของกฎหมายอากาศสะอาด
➡️ มีนาคม – เมษายน 2567: กฎหมายจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
➡️ มิถุนายน – กรกฎาคม 2567: หากผ่านสภาล่าง จะถูกส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณา
➡️ กันยายน 2567: หากไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมและไม่มีการคัดค้านจากวุฒิสภา กฎหมายอาจได้รับการประกาศใช้
➡️ ต้นปี 2569: กฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
📌 เงื่อนไขสำคัญ: ต้องไม่มีการเตะถ่วงจาก ส.ว.
- หากวุฒิสภา (ส.ว.) เห็นด้วยและไม่คัดค้าน กฎหมายนี้จะสามารถผ่านได้อย่างราบรื่น
- อย่างไรก็ตาม หากมีกระแสต่อต้าน หรือมีการเตะถ่วง กระบวนการอาจถูกยืดเยื้อไปจนถึงปี 2568 หรือช้ากว่านั้น
ปัจจัยทางการเมืองที่อาจมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย
แม้ร่างกฎหมายอากาศสะอาดจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและองค์กรสิ่งแวดล้อม แต่การผ่านกฎหมายในประเทศไทยมักขึ้นอยู่กับ ปัจจัยทางการเมือง
📌 1. ฝ่ายการเมืองมีความจริงใจในการแก้ปัญหาหรือไม่?
✅ หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจริง การผลักดันกฎหมายนี้จะเป็นไปได้เร็ว
❌ แต่หากรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่ปัญหาเศรษฐกิจหรือการเมืองภายใน อาจทำให้กฎหมายถูกเลื่อนออกไป
📌 2. ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจจะมีผลกระทบหรือไม่?
✅ หากภาคเอกชนเห็นว่า กฎหมายนี้ช่วยสร้างสังคมที่ยั่งยืน พวกเขาอาจให้การสนับสนุน
❌ แต่หากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเกษตรและพลังงานเห็นว่า กฎหมายนี้เพิ่มต้นทุนและข้อจำกัด อาจมีการล็อบบี้เพื่อให้ร่างกฎหมายถูกแก้ไขหรือล่าช้า
📌 3. กระแสของประชาชนสามารถกดดันให้กฎหมายผ่านได้หรือไม่?
✅ หากประชาชนให้ความสนใจและแสดงพลังสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง
❌ หากกระแสสังคมไม่กดดันเพียงพอ กฎหมายอาจถูกเลื่อนออกไปหรือปรับลดมาตรการลง
บทเรียนจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมในอดีต
📌 ตัวอย่างที่กฎหมายผ่านได้เร็ว
- กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า – ผ่านได้รวดเร็วเพราะได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและ NGO อย่างเข้มข้น
- พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องยนต์ดีเซล (EURO 5-6) – ผ่านเพราะเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการส่งออก
📌 ตัวอย่างที่กฎหมายล่าช้าเพราะแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์
- กฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบบาง – ใช้เวลากว่า 5 ปีในการผลักดันเพราะกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติก
- กฎหมายภาษีคาร์บอน – ถูกคัดค้านโดยภาคธุรกิจ ทำให้ยังไม่มีการบังคับใช้เต็มรูปแบบ
ประเด็นที่ 10 ความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการ PM 2.5: ปัญหาฝุ่นข้ามแดนที่ไทยต้องรับมืออย่างไร?
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย แม้ว่าแหล่งกำเนิดฝุ่นจำนวนมากจะมาจากการเผาไหม้ภายในประเทศไทย แต่ มลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ลาว และเมียนมา ก็มีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในไทยโดยตรง
ฝุ่นข้ามแดน: ปัญหาที่ไทยไม่สามารถแก้ไขเองได้
📌 ต้นกำเนิดฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบต่อไทย
- ภาคเหนือและภาคตะวันตก ของไทยได้รับผลกระทบจากควันไฟป่าจากเมียนมา
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับผลกระทบจากการเผาพื้นที่เกษตรกรรมในลาวและกัมพูชา
- หมอกควันไฟป่าและการเผาพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย ข้าวโพด และถั่วเหลือง ถูกลมพัดข้ามพรมแดนมาสู่ไทย
📌 ทำไมฝุ่นข้ามแดนจึงเป็นปัญหาที่ซับซ้อน?
❌ ไทยไม่มีอำนาจควบคุมการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน
❌ การเผาทางการเกษตรยังคงเป็นวิธีหลักของเกษตรกรในหลายประเทศ เพราะเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำ
❌ ความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียนเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นยังไม่มีผลบังคับใช้จริง
มาตรการที่ไทยควรดำเนินการเพื่อควบคุมฝุ่นข้ามแดน
📌 1. ใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากพื้นที่เผา
✅ บังคับให้ ผู้ประกอบการรายงาน Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ว่าสินค้าเกษตรที่นำเข้ามา ไม่มีการผลิตจากพื้นที่ที่มีการเผาไหม้
✅ หากตรวจพบว่า สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านมาจากพื้นที่เผา ไทยอาจใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า เพื่อเป็นแรงกดดันให้ประเทศต้นทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
✅ ตัวอย่างเช่น ห้ามนำเข้าอ้อย ข้าวโพด หรือสินค้าทางการเกษตรที่มาจากพื้นที่ที่มีการเผาเป็นประจำ
📌 2. ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านกรอบอาเซียน
✅ เสนอให้ มีข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกมัดจริง เกี่ยวกับการลดมลพิษข้ามพรมแดน
✅ ใช้ ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution (ATHP) ซึ่งเคยใช้กับปัญหาหมอกควันอินโดนีเซีย-สิงคโปร์มาเป็นต้นแบบ
✅ จัดตั้ง กองทุนสิ่งแวดล้อมอาเซียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านให้สามารถปรับเปลี่ยนจากการเผาไปสู่การทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
📌 3. สร้างความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติและใช้แรงกดดันจากตลาดโลก
✅ ทำงานร่วมกับ สหประชาชาติ (UN) และองค์กรสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เพื่อกดดันประเทศต้นทางให้ลดการเผา
✅ ใช้ กลไกทางการค้า (Trade Sanctions) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประเทศเพื่อนบ้านปรับเปลี่ยนมาตรฐานการทำเกษตรกรรม
✅ รณรงค์ให้ ผู้บริโภคและบริษัทข้ามชาติหลีกเลี่ยงการใช้สินค้าที่มาจากการเผาทำลายสิ่งแวดล้อม
📌 4. ใช้เทคโนโลยีตรวจจับการเผาไหม้และมลพิษข้ามแดน
✅ ใช้ ดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Monitoring) เพื่อตรวจสอบว่าฝุ่นมาจากพื้นที่ใด
✅ พัฒนา ฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างประเทศอาเซียน เพื่อให้สามารถติดตามและบังคับใช้มาตรการควบคุมมลพิษได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างความร่วมมือระดับนานาชาติที่ประสบความสำเร็จ
🌍 อินโดนีเซีย – สิงคโปร์: สิงคโปร์ออกกฎหมายบังคับให้บริษัทที่ก่อให้เกิดหมอกควันข้ามแดนต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะตั้งอยู่ในประเทศใดก็ตาม
🌍 สหภาพยุโรป (EU): ใช้ “Green Supply Chain Regulations” เพื่อควบคุมสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต
🌍 สหรัฐอเมริกา – แคนาดา: ร่วมมือกันควบคุมมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนผ่าน “Air Quality Agreement”
ประเด็นที่ 11 บทบาทของข้อตกลงอาเซียนในปัญหาหมอกควันข้ามแดน: แค่ขอความร่วมมือ หรือควรบังคับใช้จริง?
ปัญหาหมอกควันข้ามแดนที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของไทย ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในอาเซียน หลายปีที่ผ่านมา อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วย หมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution – ATHP) แต่ปัญหาคือ ข้อตกลงนี้ไม่มีผลบังคับใช้จริงจัง และยังคงเป็นเพียงการ ขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิก
ข้อตกลงอาเซียนเรื่องหมอกควันข้ามแดน: ทำไมถึงไม่มีผลบังคับใช้จริง?
📌 ข้อตกลง ATHP มีมาตั้งแต่ปี 2002 แต่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังเกิดขึ้นซ้ำทุกปี
- ข้อตกลงนี้กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียน ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน
- แต่ไม่มี บทลงโทษหรือมาตรการบังคับใช้ที่ชัดเจน หากประเทศใดไม่ปฏิบัติตาม
- หลายประเทศ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าสิ่งแวดล้อม ทำให้ไม่สามารถออกมาตรการที่เข้มข้นเพื่อลดการเผาได้
📌 ทำไมข้อตกลงนี้ยังใช้ไม่ได้ผล?
❌ เป็นเพียง “ข้อตกลงสมัครใจ” ไม่มีผลทางกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตาม
❌ ไม่มี กลไกลงโทษประเทศที่ไม่ปฏิบัติตาม
❌ อาเซียนเน้นหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก” ทำให้ไทยไม่สามารถกดดันประเทศเพื่อนบ้านให้แก้ปัญหาได้
📌 AADMER (ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response) คืออะไร?
- เป็นข้อตกลงของอาเซียนที่ว่าด้วย การบริหารจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน
- มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจาก ATHP ที่เป็นเพียงการขอความร่วมมือ
- กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้อง ดำเนินมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติร่วมกัน
📌 ทำไมต้องใช้ AADMER กับปัญหาหมอกควัน?
✅ หมอกควันข้ามแดนควรถือเป็น “ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเข้าเกณฑ์ของ AADMER
✅ หากบรรจุปัญหาฝุ่นไว้ใน AADMER ประเทศสมาชิกจะต้อง มีมาตรการบังคับใช้จริง
✅ ประเทศที่ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบ และมีพันธะต้องดำเนินมาตรการลดหมอกควันข้ามแดน
📌 มาตรการที่อาจนำมาใช้ภายใต้ AADMER
✅ ตั้ง “กองทุนอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน” เพื่อช่วยประเทศเพื่อนบ้านลดการเผา
✅ บังคับให้ประเทศสมาชิก รายงานมาตรการควบคุมมลพิษเป็นประจำ
✅ สร้าง ระบบเตือนภัยหมอกควันล่วงหน้า เพื่อให้ประเทศต่างๆ รับมือกับปัญหาได้ทัน
ประเด็นที่ 12. การเตรียมพร้อมรับมือ PM 2.5 ในอนาคต
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นซ้ำทุกปี แต่การรับมือของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักเริ่มต้น เมื่อสถานการณ์รุนแรงแล้ว แทนที่จะมีมาตรการป้องกันล่วงหน้า นี่คือสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงหากเราต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ต้องเตรียมการล่วงหน้า 8 เดือน ไม่ใช่รอ 4 เดือนสุดท้าย
📌 ปัญหาที่ผ่านมา:
- รัฐมักออกมาตรการเฉพาะเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและเริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชน
- การแก้ปัญหาแบบฉุกเฉิน เช่น แจกหน้ากากเมื่อฝุ่นสูง หรือฉีดน้ำลดฝุ่น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว
- การควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น มักเริ่มต้นช้า ทำให้ไม่สามารถลดปริมาณฝุ่นได้ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรง
📌 แนวทางใหม่: เตรียมการล่วงหน้า 8 เดือน
✅ เริ่มมาตรการตั้งแต่ช่วงฤดูฝน ก่อนที่ปัญหาฝุ่นจะเริ่มรุนแรงในช่วงฤดูหนาว
✅ กำหนดมาตรการลดการเผาและควบคุมมลพิษทางอากาศล่วงหน้า เช่น การเตรียมเครื่องมือช่วยเกษตรกรกำจัดวัสดุเหลือใช้โดยไม่ต้องเผา
✅ เร่งติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติม ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และป้องกันได้อย่างแม่นยำ
เด็กคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด: ต้องปกป้องพวกเขาก่อนจะสายเกินไป
📌 ทำไมเด็กถึงเสี่ยงต่อ PM 2.5 มากกว่าผู้ใหญ่?
❌ ปอดของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าผู้ใหญ่
❌ เด็กมีอัตราการหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ ทำให้รับฝุ่นเข้าสู่ปอดมากกว่า
❌ การได้รับ PM 2.5 ในวัยเด็กเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในระยะยาว
📌 มาตรการป้องกันเด็กจากฝุ่น PM 2.5
✅ ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูง
✅ กำหนดให้โรงเรียนสามารถปรับรูปแบบการเรียนได้ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง เช่น การเรียนออนไลน์หรือการเรียนในห้องปลอดฝุ่น
✅ ให้ความรู้แก่ครูและผู้ปกครองเกี่ยวกับวิธีป้องกันฝุ่น PM 2.5 เพื่อดูแลเด็กอย่างเหมาะสม
มาตรการป้องกันที่จำเป็น: ต้องทำให้เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่การแจกของชั่วคราว
📌 1. สนับสนุนหน้ากากอนามัยคุณภาพสูงให้ประชาชน
✅ หน้ากาก N95 หรือหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ควรเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นรุนแรง
✅ รัฐควรจัดสรร หน้ากากให้กับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
📌 2. สร้างห้องปลอดฝุ่น (Clean Air Zones) ในพื้นที่เสี่ยง
✅ จัดตั้งห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่ปลอดภัย
✅ ใช้เทคโนโลยีกรองอากาศขั้นสูง เช่น HEPA Filter เพื่อให้สามารถลดปริมาณ PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📌 3. กระตุ้นให้ประชาชนใช้เครื่องฟอกอากาศในครัวเรือน
✅ รัฐบาลอาจมีมาตรการ ลดภาษีหรือเงินสนับสนุนสำหรับครอบครัวที่ซื้อเครื่องฟอกอากาศ
✅ องค์กรท้องถิ่นสามารถจัดหา เครื่องฟอกอากาศให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ